ผวาปิดแบงก์สหรัฐฯ ฉุดหุ้นไทยดิ่งแรง โบรกฯชี้ลงลึกเกินไป ลุ้นรีบาวน์ 1,517 – 1,550 จุด
วานนี้หุ้นไทยปรับลงแรงเกือบ 50 จุด อยู่ที่ 1,523 จุด มูลค่าซื้อขาย 1.03 แสนล้านบาท จากความวิตกปิดธนาคารสหรัฐฯ 3 แห่ง หวั่นกระทบตลาดการเงิน โบรกฯชี้ตลาดหุ้นไทยลงลึกและแรงเกินไป รวมถึงไม่ได้มีแรงกดดันจากปัจจัยพื้นฐาน อีกทั้งเงินบาทกลับมาแข็งค่าต่ำกว่า 35 บาท/ดอลลาร์ อีกครั้ง เชื่อมีโอกาสรีบาวน์เคลื่อนไหวกรอบ 1,517 – 1,550 จุด
หุ้นรูด 49.18 จุด ต่างชาติเทขาย 4.73 พันล้าน โยกเข้าพันธบัตรกันเสี่ยง
เมื่อวานนี้ (14 มี.ค.66) ตลาดหุ้นไทยปรับฐานลงแรง -49.18 จุด หรือ -3.13% เหลือ 1,523 จุด ซึ่งเป็นการ ปรับลงภายในวันเดียวสูงสุดในรอบ 2 ปี 3 เดือน ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.03 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของปีนี้
โดยฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส (ASPS) มองว่า สาเหตุมาจากประเด็นความกังวลเรื่องการปิดธนาคารในสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็น Sentiment ที่เข้ามากระทบ โดยไม่มีแรงกดดันในทางพื้นฐานทำให้ต้องมีการปรับลดประมาณการกำไร
และในอีกทางหนึ่ง น่าจะมีส่วนทำให้ทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยในไทยยากขึ้น ทำให้เมื่อมองในมุมการประเมินมูลค่าของตลาดหุ้นไทย มีความน่าสนใจมากขึ้น
นอกจากนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเร่งปิดสถานะใน Single Stock Futures (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า) ที่ระดับสถานะคงค้างลดลงมากถึง 10% ซึ่งถือเป็นลดลงภายในวันเดียวมากที่สุดในรอบปีนี้ แต่อย่างไรก็ตามระดับสถานะคงค้าง (OI) ลดลงมาเหลือ 2.63 ล้าน สัญญาเป็นระดับต่ำสุดนับจาก ส.ค.ปี 2021จึงเชื่อว่าแรงกดดันจากประเด็นนี้จะลดลง
โดยฝ่ายวิจัยฯ มีมุมมองว่าดันตลาดหุ้นไทย (SET Index) ลงลึกและเร็วเกินไป น่าจะดีดกลับได้บ้าง อีกทั้งยังเป็นโซนที่น่าสะสมในเชิงพื้นฐาน ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังนี้
1. หุ้นไทยในสัปดาห์นี้ (13-14 มี.ค. 66) ปรับฐานลงมาแรงกว่า 76 จุด หรือ -4.7% นับจากต้นสัปดาห์ (WTD) ซึ่งถือว่าลงมาลึกกว่าตลาดหุ้นโลกในหลาย ๆ ประเทศ มากเกินไป ขณะที่ตลาดหุ้นบางประเทศยังฟื้นมาจนให้ผลตอบแทนเป็นบวก เช่น NASDAQ +2.6% WTD, S&P500 +1.5% WTD
2. ปกติวันไหน SET ลงหนักเกิน 35 จุด วันถัดมามักจะฟื้นขึ้นมากกว่า 3 ใน 10 ส่วนของที่ลง หรือเฉลี่ยฟื้นมาครึ่งหนึ่งของที่ลง สะท้อนได้จากสถิติในอดีตย้อนหลัง 5 ปี (ไม่นับช่วงเผชิญ COVID-19 หนักๆ หรือช่วง ม.ค. - มี.ค. 2563) วันที่ SET ปรับฐานลงมากกว่า 35 จุด วันถัดมามักจะมีการรีบาวน์เสมอ
3. ณ ดัชนีที่ 1,523 จุด ในมุมการประเมินมูลค่า (Valuation) ตลาดหุ้นไทย อยู่ในโซนน่าสะสมหุ้นมากขึ้น สะท้อนได้จาก SET Index ปรับตัวลงแรงในช่วง 2 วันที่ผ่านมา กว่า 80 จุด กดดันให้ Tailing PE ลดระดับลงจาก 19.6 เท่าเหลือ 18.7 เท่า ถือว่าถูกกว่า ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 20.4 เท่า ในมุมมองของฝ่ายวิจัยฯ ดัชนีปัจุบัน Upside ยังเปิดกว้างมากขึ้น เมื่อคำนวณจาก EPS66F 91.8 บาท/หุ้น คูณกับ PE66F ที่เหมาะสม 17.54 เท่า ที่ปรับลดลงมาค่อนข้างแรงในช่วงก่อนหน้า 99.2 บาท/หุ้น ได้ดัชนีเป้าหมายทีเหมาะสม 1,610 จุด
นอกจากนี้ค่าเงินสหรัฐฯ กลับมาอ่อนค่า และค่าเงินในเอเชีย รวมถึงบาทที่พลิกกลับมาแข็งค่าต่ำกว่า 35 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง หนุนให้ต่างชาติที่ลงทุนในไทยมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และตัดสินใจย้ายเม็ดเงินจากสหรัฐบางส่วนกลับมาสะสมตลาดหุ้นไทย
สำหรับในเชิงกลยุทธ์ บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ให้นำเงินสดที่สำรองไว้กลับมาทยอยซื้อหุ้นเข้าพอร์ตรอบใหม่ โดยเชื่อว่า SET Index น่าจะมีโอกาสรีบาวน์ประเมินกรอบ 1,517 – 1,550 จุด
ด้านตลาดหุ้นต่างประเทศ วานนนี้ดีดตัวกลับขึ้นมาหลังปรับตัวลงแรงตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ โดยในสหรัฐอเมริกาปรับตัวขึ้นกว่า +1.1% ถึง +2.1% ส่วนในฝั่งยุโรปปิดตัวในแดนบวกราว +1.2% ถึง +2.0%
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) อายุ 2 ปีและ 10 ปี ปรับตัวขึ้นราว 6.9% และ 3.3% ตามลำดับ ทำให้ตัวเลข Inverted Yield Curve ระหว่าง Bond Yield 10 – 2 ปี ติดลบน้อยลง โดยล่าสุดอยู่ที่ -0.43% เนื่องจากความกังวลเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น ได้ปัจจัยหนุนทั้งอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯที่ทยอยปรับตัวลดลง และทางการสรัฐฯ เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนจากวิกฤตระบบธนาคารสหรัฐ
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB